messager
 
องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอก call ข้อมูลการติดต่อ
ยินดีต้อนรับ เข้าสู่เว็บไซต์ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอก อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด
local_cafe สถานที่ท่องเที่ยว
วัดเจดีย์ชัยมงคล
สถานที่ประดิษฐานพระมหาเจดีย์ชัยมงคล ซึ่งก่อนหน้าการจัดตั้งวัดเจดีย์ชัยมงคลนั้น พระมหาเจดีย์ถูกสร้างขึ้นมาในบริเวณที่ใกล้กันกับ วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม หรือ ผาน้ำย้อย เป็นพุทธอุทยานอีสาน ตั้งอยู่ที่บ้านโคกกลาง ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก จึงกลายเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเป็นวัดที่ประดิษฐานพระมหาเจดีย์ชัยมงคลมา เป็นเวลานาน จนกระทั่งได้จัดตั้งเป็นวัดเจดีย์ชัยมงคลขึ้น จนถึงวันนี้หลายคนก็ยังคงเรียกพระมหาเจดีย์ชัยมงคลว่า วัดผาน้ำทิพย์ จนติดปาก พระมหาเจดีย์ชัยมงคลเป็นเจดีย์องค์ใหญ่และมีความงดงามตระการตามากที่สุดองค์ หนึ่งของประเทศไทย ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาและความภาคภูมิใจของชาวร้อยเอ็ดและชาวอีสานทั้งมวล พระมหาเจดีย์ชัยมงคลเป็นพระธาตุเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุอันเป็นที่ เคารพสักการะ และยังถือเป็นศาสนสถานสำคัญที่สะท้อนถึงพลังแห่งศรัทธาที่แรงกล้าของประชาชน ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ร่วมกันประกาศความรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป พระมหาเจดีย์ชัยมงคล นั้นได้เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2528 มีเนื้อที่ 2,500 ไร่ เนื่องด้วยในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ซึ่งเป็นวันรวมกฐินสามัคคีของวัดประชาคมวนาราม (วัดป่ากุง) พระเทพวิสุทธิมงคล (หลวงปู่ศรี มหาวีโร) ได้ปรารภกับที่ประชุมสงฆ์และคณะศิษยานุศิษย์ว่าท่านได้รับพระบรมสารีริกธาตุ มาเป็นกรณีพิเศษ แต่ยังไม่มีที่ประดิษฐานอันเหมาะสม น่าจะหาสถานที่ก่อสร้างพระมหาเจดีย์ไว้สำหรับเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรม สารีริกธาตุ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอยให้จัดสร้างพระมหาเจดีย์ขึ้นที่เทือกเขาเขียว บริเวณใกล้กับวัดถ้ำผาน้ำทิพย์ (วัดผาน้ำย้อย) ครั้นต่อมาเมื่อมีการประชุมพระสังฆาธิการภาค 8-9-10-11 (ฝ่ายธรรมยุต) ที่วัดถ้ำผาน้ำทิพย์ หลวงปู่ศรี มหาวีโร ได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุม ซึ่งมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จมหามุนีวงศ์ (สนั่น จนฺทปชฺโชโต) เป็นประธานที่ประชุมได้มีมติให้หลวงปู่ศรี มหาวีโร เป็นผู้นำในการก่อสร้าง และได้ให้ใช้ชื่อว่าพระมหาเจดีย์ชัยมงคล โดยทุนเริ่มแรกที่ใช้ในการเริ่มก่อสร้างได้มาจากการจัดให้มีการทอดผ้าป่า ทั่วภาคอีสาน 19 จังหวัด โดยการจัดในครั้งแรกนี้ได้จัดผ้าป่า เป็นจำนวน 84,000 กอง กองละ 1,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 84 ล้านบาท เป็นทุนเริ่มต้นและได้จัดให้มีการทอดผ้าป่า เป็นประเพณีตลอดมาอีกทุกๆ ปี พระมหาเจดีย์ชัยมงคลได้ออกแบบก่อสร้างโดยกรมศิลปากร เป็นศิลปะผสมผสานของศิลปะแบบอีสาน และศิลปะแบบไทยภาคกลาง เริ่มก่อสร้างวางศิลาฤกษ์และลงเสาเอกเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2531 เมื่อดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างในส่วนต่างๆ แล้วเสร็จใน วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 ได้จัดให้มีการทำพิธียกยอดฉัตรที่สร้างด้วยทองคำ น้ำหนักรวม 60 กิโลกรัม ต่อมาในวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ศรี มหาวีโร ได้ทำพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์ที่หลวงปู่ได้รับมาเป็นกรณีพิเศษ และองค์ที่หลวงปู่ได้รับมาจากสมเด็จพระสังฆราชของประเทศศรีลังกา รวทั้ง องค์ที่สมเด็จพระสังฆราชของประเทศศรีลังกาได้อัญเชิญเสด็จมาส่งให้ด้วย พระองค์เอง อัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์ชัยมงคลบนชั้นที่ 6 เพื่อให้พุทธศาสนิกชนทุกคนได้สักการะนมัสการเป็นสิริมงคลของตนตลอดไป เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2548 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จึงประกาศตั้งเป็นวัดขึ้นในพระพุทธศาสนา มีนามว่า วัดเจดีย์ชัยมงคล เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2548 ได้มีการแต่ตั้งให้พระครูปลัดทองอินทร์ (หลวงพ่ออินทร์ กตปุญโญ) เป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์ชัยมงคล เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2549 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมา ประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ 123 ตอนที่ 44 วันที่ 27 เมษายน 2549 วัตถุประสงค์ในการก่อสร้าง เพื่อเป็นศูนย์กลางของการฝึกอบรมการปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน โดยการปฏิบัติจริงตามแนวทางขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นที่ตั้งของรูปเหมือนแกะสลักด้วยหินของพระเถรานุเถระของภาคอีสาน จำนวน 101 องค์ พร้อมทั้งประวัติของท่าน และภาพพุทธประวัติ ภาพทศชาติชาดก สิ่งก่อสร้างที่สำคัญในบริเวณวัดเจดีย์ชัยมงคล 1. กำแพงแห่งศรัทธา ซึ่งหลวงพ่ออินทร์เป็นผู้นำคณะศิษยานุศิษย์ทำการก่อสร้างถวายบูชาคุณหลวงปู่ ศรี มหาวีโร เริ่มก่อสร้างวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 แล้วเสร็จน้อมถวายในวันที่ 3 พฤษภาคม 2546 ตัวกำแพงสูง 5 เมตร กว้าง 4 เมตร ยาว 3,500 เมตร ชั้นบนเดินชมวิวได้โดยรอบ ชั้นล่างเป็นที่ปฏิบัติธรรม มีห้องน้ำ 1,000 ห้อง 2. เจดีย์บรมพุทโธ (บูโรบูโด) จำลอง ซึ่งชาวพุทธจากประเทศอินโดนีเซีย จัดสร้างและส่งทีมงานช่างมาติดตั้งถวายเป็นพุทธบูชา 3. ตำหนักรับรองสมเด็จพระสังฆราช 4. กุฏิรับรองหลวงปู่ศรี มหาวีโร 5. โรงทานขนาดใหญ่ 3 หลัง ภายในบริเวณพระมหาเจดีย์ชัยมงคล เป็นพระเจดีย์ที่ใหญ่องค์หนึ่งของประเทศไทย ออกแบบโดยกรมศิลปากร โดยใช้ศิลปกรรมร่วมสมัยระหว่างภาคกลางและภาคอีสานอันเป็นการผสมผสานกัน ระหว่างศิลปะแห่งพระปฐมเจดีย์และพระธาตุพนม พระเจดีย์เป็นสีขาวตกแต่งลวดลายตระการตาด้วยสีทองเหลืองอร่าม รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ มีความกว้าง 101 เมตร ความยาว 101 เมตร ความสูง 101 เมตร สร้างในเนื้อที่ 101 ไร่ อันมาจากชื่อของจังหวัดร้อยเอ็ด ยอดทองคำใช้ทองคำหนักถึง 60 กิโลกรัม ภายในพระมหาเจดีย์มีทั้งหมด 6 ชั้น คือ ชั้นที่ 1เป็นห้องโถงกว้างใหญ่โออ่า ใช้เป็นห้องเอนกประสงค์ และประชุมบำเพ็ญบุญ ชั้นที่ 2 เป็นศาลาประชุมสงฆ์ ผนังติดตั้งรูปพระพุทธประวัติ ชั้นที่ 3 เป็นชั้นอุโบสถ และประดิษฐานรูปพระคณาจารย์ปราชญ์อีสานในอดีต เป็นรูป เหมือนสลักหินอ่อน และหุ่นรูปเหมือนพระสุปฏิปันโน 101 องค์ ชั้นที่ 4 เป็นชั้นชมวิว ชมทัศนียภาพรอบภูเขาเขียว ชั้นที่ 5 เป็นชั้นพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ศรี มหาวีโร (กำลังอยู่ในระหว่างรวบรวม) ชั้นที่ 6 เป็นชั้นสูงสุดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ความเชื่อและวิธีการบูชา พระมหาเจดีย์ชัยมงคลจะยังเป็นสถานที่ในการประกอบศาสนกิจต่าง ๆ มีพิพิธภัณฑ์วิปัสสนากรรมฐานของหลวงปู่ศรี และเป็นที่ประดิษฐานรูปเหมือนของพระเกจิอาจารย์ในอดีตทั้ง 101 องค์ รวมทั้งพระสารีริกธาตุ ซึ่งอยู่ชั้นบนสุด ให้ประชาชนทุกสารทิศได้มาสักการะเพื่อเป็นสิริมงคลในคราวเดียวกัน เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ระหว่างเวลา 06.00-17.00 น. การเดินทาง ไปตามเส้นทางสายร้อยเอ็ด-อำเภอโพนทอง-อำเภอหนองพอก ระยะทาง 62 กิโลเมตร จากตัวเมืองร้อยเอ็ด ตามทางหลวงหมายเลข 2044 และ 2136 เส้นทางหนองพอก-ผาน้ำย้อย  เส้นทางหนองพอก-ผาน้ำย้อย การ เดินทางสู่วัดเจดีย์ชัยมงคล หรือที่หลายคนเรียกจนติดปากไปแล้วว่า วัดผาน้ำทิพย์ ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก จากตัวเมืองร้อยเอ็ด เราใช้ทางหลวงหมายเลข 2044 ร้อยเอ็ด - โพนทอง ถึงตัวเมืองโพนทอง จะมีทางแยกไปอำเภอหนองพอก ทางหลวงหมายเลข 2136 ถนนสายนี้พาเราไปได้ถึง วัดเจดีย์ชัยมงคล ได้เลยครับ ตลอดระยะทาง กว่า 40 กิโลเมตร เป็นทางลาดยางตัดใหม่ ยางยังคงเป็นสีดำเข้ม ตัดกับเส้นกลางถนนสีเหลือง ยาวสุดลูกหูลูกตาในช่วงทางตรง วัดเจดีย์ชัยมงคลจัดตั้งเป็นวัดเมื่อปี 2548 แต่พระมหาเจดีย์สร้างเสร็จก่อนหน้านั้นพอสมควร ใครที่เคยได้เดินทางไปพระมหาเจดีย์ชัยมงคลในช่วงแรก เหมือนผม ก็คงจะจำได้ว่า ถนนสายนี้เป็นถนนที่ขรุขระมากๆ เต็มไปด้วยหลุมขนาดต่างๆ กัน เล็กบ้างใหญ่บ้าง ต้องหักหลบไปหลบมาเหมือนเล่นเกม แต่ในตอนนี้เราการันตีเลยว่าถนนสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ราบเรียบ ขับนุ่ม สบายตลอดทาง จะมีเพียงบางช่วงเท่านั้นที่กำลังอยู่ในระหว่างการขยายผิวถนนให้เป็น 4 เลน เทียบกับเมื่อก่อน ถนนบางช่วงมีลูกรังฝุ่นแดงตลบอบอวลก็ยังมีประชาชนจำนวนมากที่เปี่ยมไปด้วย แรงศรัทธา เดินทางมานมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่พระมหาเจดีย์กันเป็นจำนวนมาก หลายคนถึงกลับพูดว่า พระเจดีย์องค์นี้ยังไงก็ต้องไปเห็นให้ได้สักครั้ง  เมื่อมาถึงบริเวณวัด เราก็จะมองเห็นซุ้มประตูโขงที่สร้างในลักษณะคล้ายกับปราสาทหิน ก่อนหน้านี้เราสามารถขับรถเข้าไปจนถึงบริเวณระเบียงคดที่ล้อมองค์พระมหา เจดีย์ชัยมงคลได้เลย แต่ตอนนี้ทางวัดจะให้เราเลี้ยวไปจอดที่ลานจอดรถอันกว้างขวาง เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ลานจอดรถของทางวัดมีถึง 3 ลานด้วยกัน มีป้ายบอกทางไปลานจอดรถ 2 และ 3 ถ้าหากว่าลานแรกเต็ม เห็นภาพเลยครับว่าช่วงเทศกาลนั้นจะมีประชาชนมากขนาดไหนเดินทางมาที่นี่ แต่ดีที่ว่าเรามาในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ คนก็จะมาเรื่อยๆ ไม่มากจนเกินลานจอดรถ advertize ทางเดินเข้าวัด  ทางเดินเข้าวัด พอ จอดรถที่ลานจอดรถกันแล้ว ต่อจากนี้ก็ต้องเดินทางไปที่องค์พระมหาเจดีย์ จากซุ้มประตูโขงหน้าวัด มีเส้นทางเข้าไปถึงองค์พระเจดีย์ ระยะทางกะเอาแบบคร่าวๆ ตามประสาคนเดินป่า ก็น่าจะอยู่ที่ 200 เมตร หรือ มากกว่านิดหน่อย สองข้างทางเดินเต็มไปด้วยต้นไม้อันร่มรื่น หลายคนเลือกที่จะเดินเข้าทางนี้ สำหรับคนที่คิดว่าไม่อยากจะเดินหรือเดินไม่ไหว จะมีรถรับ-ส่ง ระหว่างลานจอดรถกับพระมหาเจดีย์ ก็ต้องรอสักนิดเพราะรถจะวิ่งกลับไป-กลับมา อยู่ตลอดทั้งวัน อีกทางเลือกหนึ่งเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมไม่น้อยเหมือนกันเพราะวิว ทิวทัศน์สวยงามมาก ก็คือการเดินบนสันกำแพงแห่งศรัทธา ที่มีหน้าตาคล้ายกับกำแพงเมืองจีน แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหนเราก็จะไปรวมกันอยู่ที่หน้าซุ้มประตูของระเบียงคดที่ ล้อมองค์พระเจดีย์เหมือนๆ กัน เลือกเอาตามความสะดวกละกันครับ รถรับ-ส่งไม่คิดค่าบริการ จะมีกล่องรับบริจาคอยู่หลังคนขับ จะใส่เท่าไหร่ก็ได้ วัดเจดีย์ชัยมงคล  วัดเจดีย์ชัยมงคล หลัง จากที่ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวัดใหม่ชื่อวัดเจดีย์ชัยมงคล ก็จะมีป้ายชื่อวัดติดอยู่ตรงด้านหน้าก่อนจะถึงพระเจดีย์ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามุมนี้จะเป็นมุมมหาชนมากขนาดไหน แต่ก่อนเราก็เรียกที่นี่ว่าวัดผาน้ำทิพย์มาโดยตลอด ตอนนี้ก็จะได้กระจ่างกันแล้วนะครับ ต่อไปก็จะเรียกวัดเจดีย์ชัยมงคล ลานน้ำพุ  ลานน้ำพุ พอ เรามาถึงที่หน้าซุ้มประตูเข้าพระเจดีย์ เพื่อนๆ บางคนที่เดินชมวิวบนกำแพงยังมาไม่ถึง ก็รอกันนิด ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์เก็บภาพรอบๆ หน้าซุ้มประตู จะมีลานน้ำพุเล็กๆ กลางสระน้ำพุมีพระอุ้มบาตรยืนรอบๆ น้ำพุ ก็แน่นอนครับว่าจะต้องมีคนเอาเหรียญมาโยนให้ลงบาตร ตามความเชื่อของแต่ละคน ซุ้มประตูระเบียงคด  ซุ้มประตูระเบียงคด เอา ละครับได้เวลาที่เราจะเดินผ่านประตูเข้าไปซะที เพื่อนๆ ทุกคนมากันครบแล้ว ที่เราเห็นหลังคาสีเขียวล้อมรอบองค์พระเจดีย์ชัยมงคลอยู่นี้ เรียกว่าระเบียงคด (หมายถึงกำแพงล้อมรอบปูชนียสถานสำคัญได้แก่ โบสถ์ วิหาร และพระธาตุ แต่เป็นกำแพงที่สร้างหลังคาคลุมด้านบนและมีทางเดินได้ ไม่ใช่แปลว่าระเบียงไม่ตรง จึงเรียกว่าระเบียงคดนะครับ บางทีก็จะเขียนเป็น ระเบียงคต ก็ได้เหมือนกัน) สร้างเป็นรูปแปดเหลี่ยมนะครับ เท่าที่เห็นจะมีซุ้มประตุ 4 ทิศ แต่จะเปิดใช้และมีคนเดินเข้า-ออก กันจริงๆ ก็จะมีอยู่ 2 ด้าน มีอยู่ด้านหนึ่งเป็นทางเดินไปตำหนักรับรองพระสังฆราช และกุฏิรับรองหลวงปู่ศรี มหาวีโร ลวดลายประดับนอกระเบียงคต  ลวดลายประดับนอกระเบียงคต ระเบียงคต  ระเบียงคต เดิน ลอดซุ้มประตูเข้ามา ตอนนี้เรามายืนอยู่กลางระเบียงคต จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของการสร้างระเบียงคตก็คือการประดิษฐานพระพุทธรูป โดยมากจะนิยมพระพุทธรูปปางมารวิชัย แต่บางทีก็จะเห็นระเบียงคตของบางวัดประดิษฐานพระพุทธรูปปางประจำวันเกิด สำหรับที่วัดเจดีย์ชัยมงคล จะประดิษฐานพระสาวกนั่งสมาธิรอบด้าน (บางแห่งก็จะเป็นพระอรหันต์ ส่วนจำนวนนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของความยาวของระเบียงคต) พระมหาเจดีย์ชัยมงคล  พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ระหว่าง ที่เราอยู่ตรงซุ้มประตูของระเบียงคด ภาพหนึ่งที่เราเคยเห็นอยู่ตามเว็บก็คือองค์พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ที่มีกรอบภาพเป็นโค้งซุ้มประตู เมื่อเราได้มาที่นี่อีกครั้ง เราก็ไม่พลาดที่จะเก็บภาพมุมสวยๆ นี้ไว้ แล้วก็เอามาให้ชมกัน ความสวยงามขององค์พระธาตุยามท้องฟ้าแจ่มใสแบบนี้ถือว่าเป็นโชคดีของการเดิน ทางถ่ายรูปเป็นอย่างมาก ที่เหลือก็คือการนั่งรอ รอให้คนที่เดินไปเดินหน้าอยู่ตรงทางเดินระหว่างระเบียงคดกับองค์พระมหา เจดีย์ได้เดินถึงที่หมายและทางเดินก็จะได้ว่างลง การรอคอยอยู่ตรงนี้ใช้เวลาพอสมควรทีเดียว เพราะประชาชนที่ศรัทธาองค์พระมหาเจดีย์และต้องการจะมาชมความงดงามของเจดีย์ องค์นี้มีมากเหลือเกิน ตั้งแต่ที่ยังก่อสร้างด้านนอกไม่เสร็จดีในปี 2548 ระเบียงคดยังมีโครงไม้ระเกะระกะ ก็ยังมีคนมากันเยอะแล้ว จวบจนวันนี้ 8 ปี ผ่านไป ก็ยังคงมีคนเดินทางมาเที่ยวชมและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุมากมายไม่ลดลงเลย ปริมาณร้านค้าตรงลานจอดรถก็มีแต่เพิ่มขึ้นจนแน่นไปหมด สำหรับผู้ที่สนใจการถ่ายภาพในระดับมือใหม่ ถ้าสงสัยว่าภาพนี้ถ่ายกันยังไง ก็ต้องบอกว่าควรจะเริ่มต้นด้วยการมีเลนส์มุมกว้าง ได้แก่ 10 mm - 12 mm ประมาณนี้ ไม่งั้นแล้วคงลำบากเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะถ้ามีแต่เลนส์ที่เรียกันว่า Kit ละก็ พระมหาเจดีย์ชัยมงคล  พระมหาเจดีย์ชัยมงคล หลัง จากที่ถ่ายรูปพระเจดีย์พร้อมกรอบซุ้มประตูแล้ว ได้เวลาที่จะเดินเข้าไปภายในองค์พระเจดีย์ตามขั้นตอนปกติ แต่ก่อนหน้านั้น ก็น่าจะมีภาพองค์พระเจดีย์แบบไม่มีกรอบซุ้มประตูเอาไว้บ้างสักภาพ ไม่ใช่ว่าเราเดินจากด้านในซุ้มตอนถ่ายภาพแรกแล้วจะมายืนถ่ายรูปนี้ได้เลย หรอกนะครับ ช่วงเวลาที่เดินมาไม่กี่ก้าว ก็จะมีคนเดินเข้า-ออกพระเจดีย์ เป็นสิบคนทีเดียว ทีนี้ก็ต้องมาเริ่มต้นรอกันใหม่ เพื่อให้คนว่างอีกครั้ง พระมหาเจดีย์ชัยมงคล  พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ภาพอีกมุมหนึ่งที่จะมีพญานาคด้านซ้ายมาด้วยก็นานๆ มาที ก็ต้องถ่ายรูปเยอะๆ เข้าไว้ครับ ภายในพระมหาเจดีย์  ภายในพระมหาเจดีย์ ตอน นี้เราก็มาอยู่ที่ชั้นที่ 3 ไม่ต้องสงสัยนะครับว่า ชั้นที่ 1 กับ 2 ทำไมไม่มีรูป แล้วมาเริ่มที่ชั้น 3 เลย ก็เป็นเพราะว่าชั้นแรกนั้นยังคงกำลังตกแต่งเพิ่มเติม แม้ว่าจะใกล้เสร็จมากแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีหลายส่วนที่ยังไม่เรียบร้อย ชั้นแรกนั้นประดิษฐานพระพุทธรูปองค์เดียวอยู่ตรงกลางโถงกว้าง คำว่าโถงกว้างในที่นี้ก็ดูจากภาพนี้ก็ได้ครับ การสร้างพระมหาเจดีย์ชัยมงคลแต่ละชั้น จะสร้างแบบเดียวกันทั้งหมด มีเสาอยู่เฉพาะส่วนกลาง แล้วบริเวณรอบๆ ไม่มีเสา เลยเป็นสภาพห้องโถงที่กว้างขวางมาก แต่ละชั้นมีความสูงมากกว่าความสูงของอาคารทั่วไป หลายคนที่เคยมาที่นี่ก็รู้สึกเหมือนกับว่าเจดีย์ชัยมงคลสูงถึง 9 ชั้น ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกครับ แต่ละชั้นต้องเดินบันไดขึ้นเหมือนบันไดหนึไฟ เดินวนไปวนมา กว่าจะถึงแต่ละชั้น เหมือนมีความสูงเป็นเท่าตัวของความสูงอาคารทั่วไป สำหรับชั้นที่ 2 นั้น ยังคงต้องทำการก่อสร้างและตกแต่งอีกมากเลยครับ ความคืบหน้าของการสร้างพระมหาเจดีย์ในช่วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมานั้น ทำได้น้อยมาก น่าจะเป็นเพราะงบประมาณที่ต้องใช้จำนวนมากในการตกแต่งให้สวยงามอย่างที่เรา เห็นอยู่นี้  ที่เราเห็นอยู่ตรงกลางของโถงในพระเจดีย์เป็นลิฟท์ครับ รอบๆ ประตูลิฟท์ จะตกแต่งด้วยงานภาพสีที่สวยงามมากและมีความหมายเกี่ยวข้องกันกับพระพุทธ ศาสนา ตัวลิฟท์ไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปใช้ครับ ยังไงๆ ก็ต้องเดินขึ้นบันไดอย่างเดียวเท่านั้น แม้แต่คนพิการที่ขาทั้งสองข้าง ก็ยังมาเดินขึ้นบันไดไปจนถึงยอดพระมหาเจดีย์ชั้นที่ 6 น่าเลื่อมใสในศรัทธาอันแรงกล้าของเขาจริงๆ พระประธานอุโบสถ  พระประธานอุโบสถ ความ สำคัญอย่างหนึ่งของพระมหาเจดีย์ชัยมงคลที่ชั้น 3 ก็คือ ใช้ประโยชน์เหมือนกับอุโบสถ ของวัดอื่นๆ จึงประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย เป็นพระประธาน นอกจากนั้นก็ยังมีพระพุทธรูปปางอื่นๆ อีกหลายองค์ ที่ประดิษฐานอยู่ในส่วนหนึ่งของโถงใหญ่ พื้นที่ที่เหลือจะเป็นพื้นที่ว่าง เหมาะสำหรับกิจกรรมทางศาสนพิธี ลวดลายการตกแต่งภายในไม่ว่าจะเป็นบริเวณเสา ผนัง คาน ขื่อ ล้วนแต่สวยงามลงตัว รวมไปถึงกระจกรอบด้านที่เป็นภาพเขียนสีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา คล้ายกับงานสเตนกลาสของโบสถ์คริสต์ ซึ่งผมจะมีภาพให้ชมกันอีก รูปเหมือนสลักหินอ่อนพระสุปฏิปันโน  รูปเหมือนสลักหินอ่อนพระสุปฏิปันโน ตอน นี้เราจะขึ้นไปบนชั้นที่ 4 ครับ ระหว่างเดินขึ้นบันไดมองลงมาเห็นพระสงฆ์มาชมความสวยงามของพระมหาเจดีย์ชัย มงคลและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ตรงกับช่องแสงที่ส่องลงมาจากเพดานพอดี เรียกได้ว่าเป็นจังหวะโชคดีของคนที่ชอบถ่ายรูปเลยละครับ ก็เลยได้รูปนี้มา อยากให้สังเกตุที่ผนังของเจดีย์ เราจะเห็นรูปเหมือนของพระสงฆ์จำนวนมาก เรียงรายอยู่เป็นช่องๆ ละ 1 องค์ ในแต่ละช่วงเสาจะมีรูปเหมือน 5 องค์ เรียงกันอย่างสวยงามมาก และยิ่งได้รู้ว่าเป็นรูปเหมือนสลักหินอ่อนก็ยิ่งทึ่งและประทับใจที่ได้มา เห็นครับ สรุปสั้นๆ ว่า พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ชั้น 3 เป็นชั้นที่มีความงดงามที่สุด ใครๆ มาที่นี่ก็จะต้องถ่ายรูปกลับไปจำนวนไม่น้อย ภาพสีบนกระจก  ภาพสีบนกระจก การ ออกแบบพระมหาเจดีย์ชัยมงคล นอกจากคำนึงถึงความสวยงามภายในและภายนอก ยังมีเรื่องของการประหยัดพลังงานโดยใช้กระจกให้มีแสงสว่างเพียงพอภายในพระ มหาเจดีย์ ไม่เพียงแต่ในแง่ของความสว่าง แต่กระจกเหล่านี้ยังมีภาพเขียนพระพุทธรูปปางต่างๆ ด้วยสีสันที่สดใสและสวยงามมากๆ ทุกช่องเลยครับ นี่เอามาให้ชมเป็นตัวอย่าง 1 ช่อง ชั้น 5 บันไดสวรรค์  ชั้น 5 บันไดสวรรค์ จาก ชั้นที่ 3 เดินขึ้นบันไดมา ความสูงก็เหมือนกับเดินจากชั้น 1 ขึ้นชั้น 2 คือรู้สึกเหมือนกับเดินขึ้นบันไดหนีไฟ 2 ชั้น ใครที่เข้าห้างบ่อยๆ แล้วไปจอดรถในอาคารก็จะคุ้นเคยกับบันไดแบบนี้เป็นอย่างดี ที่ชั้นที่ 4 ไม่มีโถงตรงกลาง มีเพียงทางเดินรอบนอกและมีประตูออกมาที่ส่วนฐานเจดีย์ชั้นบนได้ เรียกว่าเป็นจุดที่เดินรอบองค์พระมหาเจดีย์ได้ครบรอบ และชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามภายนอกพระเจดีย์ แต่ตอนนี้เรายังไม่ออกไปชมวิว เราตรงขึ้นไปที่ชั้น 5 เพื่อที่จะขึ้นไปนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่ชั้น 6  พื้นที่บริเวณชั้น 5 เป็นโถงเล็กๆ เล็กกว่าชั้นอื่นๆ เป็นเพราะรูปทรงของพระเจดีย์ ที่ชั้น 5 ก็เป็นส่วนยอดที่เริ่มจะเล็กและเรียวแหลมเข้า พอเราอยู่ข้างในก็เลยดูเป็นห้องเล็กและสูง ชั้นที่ 5 นี้เป็นชั้นที่กำลังดำเนินการสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ศรี มหาวีโร ที่เป็นผู้ริเริ่มการก่อสร้างพระมหาเจดีย์ชัยมงคล ปัจจุบันยังคงเป็นเพียงห้องว่างๆ เพราะกำลังรวบรวมภาพและเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลวงปู่ศรี มาจัดแสดงที่นี่  หลายคนที่เดินขึ้นบันไดมาที่นี่ ก็จะมาหยุดอยู่ที่ชั้น 5 เพื่อเป็นการพัก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มาด้วยศรัทธาแรงกล้า แต่ด้วยสภาพของสังขาร ทำให้เมื่อยล้าและเหนื่อยจนต้องนั่งพักกับพื้นอยู่หลายคน เหตุหนึ่งก็คงมาจากเห็นบันไดวนขึ้นชั้น 6 ที่สูงมากอยู่ตรงหน้า บันไดวนนั้นค่อนข้างชัน แคบ และสูงอย่างต่อเนื่อง ถ้าได้นั่งพักเสียที่นี่ก็คงจะมีกำลังในการเดินช่วงสุดท้ายสู่ชั้น 6 หลายคนก็เรียกบันไดวนนี้ว่า บันไดสวรรค์ พระบรมสารีริกธาตุ  พระบรมสารีริกธาตุ ใน ที่สุดเราก็เดินขึ้นมาถึงชั้นที่ 6 ชั้นสุดท้ายอันเป็นยอดของพระมหาเจดีย์ ชั้นที่ 6 นี้มีขนาดเล็กมาก ซึ่งจุคนได้น้อย คนส่วนหนึ่งที่ขึ้นมาถึงชั้นนี้ หลังจากที่ได้นมัสการองค์พระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันตธาตุ ที่อยู่ตรงกลางแล้ว ยังคงต้องนั่งพักอยู่รอบๆ ไม่อยากเดินลง คนที่จะขึ้นมาก็เลยยังขึ้นไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าหายใจลำบาก ผนังด้านในของพระเจดีย์ชั้น 6 จะตกแต่งด้วยลวดลายท้องฟ้า รู้สึกเหมือนอยู่บนวิมานสวรรค์ชั้นฟ้า แบบนั้นเลยทีเดียว ลายกระจกโปร่งแสง  ลายกระจกโปร่งแสง หลัง จากที่นมัสการพระบรมสารีริกธาตุชั้น 6 เรียบร้อยแล้ว เราก็จะเดินลงมาที่ชั้น 4 ทีแรกเราข้ามชั้น 4 ไป ตรงที่ยังไม่ได้ออกไปชมทิวทัศน์ด้านนอกพระเจดีย์ ตอนนี้ก็ได้เวลาที่เราจะออกไปแล้วครับ พอดีสังเกตุได้ว่าบนเพดานชั้น 4 มีแสงสว่างส่องลงมามาก เลยเงยหน้าขึ้นไปดูเห็นกระจกกับลวดลายภาพสีที่สวยงามมาก เป็นเพดานของชั้น 4 ทั้งหมด กระจกแตะละบานก็จะมีลวดลายแตกต่างกันด้วย ลองเดินดูรอบๆ แล้วจะเห็นความแตกต่าง ชมวิวรอบพระมหาเจดีย์ชัยมงคล  ชมวิวรอบพระมหาเจดีย์ชัยมงคล พอ ออกประตูของชั้น 4 มาด้านนอก จะมีลักษณะเป็นเหมือนระเบียงรอบๆ มองลงไปจะเห็นบริเวณที่อยู่รอบองค์พระมหาเจดีย์ พื้นปูด้วยกระเบื้องสีขาว สร้างความแปลกใจให้เราได้เป็นอย่างมาก เพราะอยู่กลางแดดจ้าตลอดวัน แต่พอก้าวเดินออกไปแล้วไม่รู้สึกว่าพื้นร้อนเลย ต่างคนต่างก็เดินชมวิวแบบเท้าเปล่าได้อย่างสบายใจ เราจะเห็นเจดีย์รายที่ตั้งอยู่รอบองค์พระมหาเจดีย์ทั้งแปดทิศ ไกลออกไปเราก็จะเห็นพื้นราบเบื้องล่างเป็นชุมชนชาวบ้านและท้องทุ่งนา ด้านหนึ่งก็จะเห็นตำหนักรับรองสมเด็จพระสังฆราช  จบการนำเที่ยววัดเจดีย์ชัยมงคลไว้เพียงเท่านี้ครับ เป็นไงครับเห็นภาพหลากหลายมุมเหมือนได้มาเอง ตามสไตล์ของทัวร์ออนไทยเลย ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบเดินทางมาทำบุญไหว้พระ ชมความงามของปูชนียสถานที่สำคัญ เราขอแนะนำให้คลิกอ่านการเดินทางไหว้พระธาตุประจำวันเกิด ของเราอีกสักเรื่อง จะได้เห็นพระธาตุอีก 8 องค์ด้วยกันครับ .................................... ขอขอบคุณที่มา http://www.touronthai.com

ระเบียงคต
ระเบียงคต เดิน ลอดซุ้มประตูเข้ามา ตอนนี้เรามายืนอยู่กลางระเบียงคต จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของการสร้างระเบียงคตก็คือการประดิษฐานพระพุทธรูป โดยมากจะนิยมพระพุทธรูปปางมารวิชัย แต่บางทีก็จะเห็นระเบียงคตของบางวัดประดิษฐานพระพุทธรูปปางประจำวันเกิด สำหรับที่วัดเจดีย์ชัยมงคล จะประดิษฐานพระสาวกนั่งสมาธิรอบด้าน (บางแห่งก็จะเป็นพระอรหันต์ ส่วนจำนวนนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของความยาวของระเบียงคต)

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล











น้ำตกโสดา
แหล่ง ท่องเที่ยวน้ำตกถ้ำโสดาตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านโนนสมบูรณ์ ตำบลภูเขาทอง อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ตั้งอยู่บริเวณใกล้ ๆ กับอ่างเก็บน้ำห้วยพุงใหญ่ ประวัติความเป็นมา แหล่งท่องเที่ยวน้ำตกถ้ำโสดา เริ่มบูรณะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2540 โดย มีหลวงปู่กาล ปภากโล เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างและเป็นผู้ดูแลแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกถ้ำโสดา ซึ่งเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ในที่พักสงฆ์น้ำตกถ้ำโสดา เหตุที่มีการตั้งชื่อว่า “น้ำตกถ้ำโสดา” เดิมมีเรื่องเล่าอยู่ว่าในสมัยสร้างพระธาตุพนม มีสองสามี-ภรรยาคู่หนึ่ง สามีชื่อ “โส” และภรรยาชื่อ “ดา” อยากที่จะเอาเงินและทองไปใส่ในพระธาตุพนม ก็ต้องเดินทางไปผ่านป่าเลยไปเจอถ้ำแห่งหนึ่งก็เลยใช้เป็นที่พักอาศัยระหว่าง เดินทาง และต่อมาก็ใช้ถ้ำแห่งนี้เป็นที่พักอาศัยระหว่างออกไปหาอาหารป่า เมื่อเหนื่อยล้าก็จะกลับมาพักที่ถ้ำแห่งนี้เป็นประจำทุกวัน จนชาวบ้านได้เรียกชื่อว่า “ถ้ำโสดา” และจากที่มีน้ำตกอยู่ในตัวแหล่งท่องเที่ยวนี้ด้วยจึงได้ตั้งชื่อเป็น “น้ำตกถ้ำโสดา” และได้บูรณะเป็นแหล่งท่องเที่ยวและสำนักสงฆ์จนถึงปัจจุบัน สภาพทั่วไปของแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกถ้ำโสดา สภาพ พื้นที่โดยทั่วไปของแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกถ้ำโสดา เป็นพื้นที่ป่าเขียว และตั้งอยู่ในบริเวณที่ราบสูงที่เรียกว่าภูเขียว เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ มีหินทรายวางสลับซับซ้อน กันรวมทั้งผาหินขนาดใหญ่ บริเวณใกล้เคียงมีอ่างเก็บน้ำห้วยพุงใหญ่ ตัวแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกถ้ำโสดามีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทั้ง ทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ สัตว์ป่าบางชนิด และที่สำคัญมีเจดีย์หินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยมีฐานที่ตั้งขนาดเล็ก มาก แต่สามารถตั้งอยู่ได้ถือเป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติ มีพระพุทธรูปศากยมุนีโคดมประดิษฐานในศาลาที่พักสงฆ์ไว้เป็นที่สักการบูชาของ นักท่องเที่ยว มีน้ำตกให้นักท่องเที่ยวได้เล่นน้ำ มีถ้ำโสดาแต่ปัจจุบันปากถ้ำถูกปิดเนื่องจากมีหินขนาดใหญ่ล่นลงมาทับปากทาง เข้าถ้ำ จึงเหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของนัก ท่องเที่ยว และยังมีสถานที่ปฏิบัติธรรมในสำนักสงฆ์เพราะเป็นสถานที่ที่เงียบสงบ มีความเป็นธรรมชาติ และบรรยากาศของตัวแหล่งท่องเที่ยวดีมาก

ภาพบรรยากาศ น้ำตกถ้ำโสดา









ผาหมอกมิวาย
ผาหมอกมิวาย/เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอหนองพอก ครอบคุมดูแลพื้นที่ประมาณ 151,242 ไร่ หรือประมาณ 242 ตารางกิโลเมตร โดยสภาพพื้นที่จะเป็นเทือกเขาหินทรายสูงชัน และสลับซับซ้อน ประกอบด้วยป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าที่พบในพื้นที่ป่าแห่งนี้ ได้แก่ ไก่ฟ้าพญาลอ หมูป่า สุนัขจิ้งจอก เป็นต้น จุดท่องเที่ยวที่ น่าสนใจในบริเวณเขตห้ามล่าฯ คือ ผาพยอม ซึ่งเป็นจุดที่ใช้สำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้น และ ผาน้ำทิพย์ซึ่งเป็นจุดที่ใช้ชมพระอาทิตย์ตกดิน นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ 2 เส้นทาง ระยะทาง 2 กิโลเมตร และ 3 กิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถเดินเองได้ บริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ มีบริการบ้านพักและ สถานที่สำหรับกางเต็นท์ หากต้องการเข้าพักเป็นหมู่คณะ และต้องการเจ้าหน้าที่นำทางต้องทำ หนังสือติดต่อล่วงหน้า ไปยังหัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์และวรรณคดีตะวันออกเฉียงเหนือ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าผาน้ำทิพย์ ตู้ ปณ.1 ตำบลบึงงาม อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด 45210 สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 0 9551 1782 การเดินทาง จากกรุงเทพฯ ถึงขอนแก่น ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 จากขอนแก่น-หนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 จากอำเภอหนองพอกถึงบ้านท่าสะอาด ระยะทาง 9 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายจากบ้านท่าสะอาดถึงสำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าผาน้ำทิพย์ 13 กิโลเมตร

info_outline วิสัยทัศน์ / พันธกิจ
1. วิสัยทัศน์การพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอก (Vision)
วิสัยทัศน์ (Vision) หมายถึง สภาพการณ์ในอุดมคติ ซึ่งเป็นจุดหมายที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคตข้าง หน้า องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอกมีวิสัยทัศน์ ดังนี้ “องค์การบริหาร ส่วนตำบลหนองพอกเป็นเมืองน่าอยู่ ด้วยการบริหารจัดการที่ดี มีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมโดยชุมชนมีความเข้มแข็ง ครอบครัวมีความอบอุ่นและสงบสุข”

2. พันธกิจ
พันธกิจ (Mission) ในการพัฒนาท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ อบต.หนองพอกจะต้องทำเพื่อให้การพัฒนานำไปสู่วิสัยทัศน์หรือความต้องการที่จะ เป็นในอนาคตข้างหน้า ทั้งนี้ พันธกิจหรือภารกิจหลักที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอกจะต้องดำเนินการมี 8 ภารกิจหลัก คือ 1. พัฒนา ระบบคมนาคม ระบบสาธารณูปโภค ให้เป็นชุมชนที่น่าอยู่ มีบริการสาธารณะที่ครอบคลุมครบถ้วน 2. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และการสาธารณสุข เพื่อสร้างสังคมคุณภาพและน่าอยู่ 3. ส่งเสริมการศึกษาในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ เสริมสร้างท้องถิ่นให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และมีประชาคมที่เข้มแข็ง 4. ส่งเสริมการรักษาความสงบ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้ประชาชนได้อยู่ เย็นเป็นสุข 5. ส่งเสริมสนับสนุนการประกอบอาชีพ และเศรษฐกิจภายในท้องถิ่นให้เข้มแข็ง ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง 6. สืบสานศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป 7. อนุรักษ์ พัฒนาและจัดการสภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของท้องถิ่น 8. มุ่งพัฒนาการเมืองการบริหาร สร้างมาตรฐานการปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพ

3. จุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนา
จุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอกที่จะ ดำเนินการในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนานี้ได้กำหนดให้สอดคล้องกับพันธกิจหรือ ภารกิจหลักที่กล่าวมาในข้อ 4.2 มี 10 จุดมุ่งหมาย ดังนี้ 1. ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลมีการคมนาคมขนส่งที่สะดวกรวดเร็วปลอดภัยและได้มาตรฐาน 2. ประชาชนมีระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่มีประสิทธิภาพได้มาตรฐานและเพียงพอ 3. พัฒนางานสาธารณสุขให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่ดีแข็งแรงทั้งกายและจิต สร้างสังคมแห่งความเอื้ออาทรช่วยเหลือแบ่งปันและอบอุ่น 4. ชุมชนมีความเข้มแข็งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ส่งเสริมการศึกษาในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ 5. ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข มีความสงบ เป็นระเบียบเรียบร้อยและมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 6. ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นดำรงอยู่คู่ท้องถิ่น และเป็นที่รู้จักแพร่หลายต่อสาธารณะ 7. เศรษฐกิจชุมชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลมีความเข้มแข็งประชาชนมีคุณภาพ ชีวิตที่ดี มีอาชีพและรายได้ที่พอเพียงต่อการดำรงชีวิต 8. ชุมชนมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์และสิ่งแวดล้อมที่ดีอยู่คู่กับชุมชนตลอดไป 9. ประชาชนได้รับการบริการที่มีประสิทธิภาพรวดเร็วและเท่าเทียมกันภายใต้แนวทางการบริหารจัดการที่ดี 10. การเมืองการบริหารจัดการของท้องถิ่นมีประสิทธิภาพโปร่งใสโดยประชาชนมีส่วนร่วมตามวิถีแห่งประชาธิปไตย

4. ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอก
1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน 2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านส่งเสริมคุณภาพชีวิต 3. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ 4. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5. ยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี แนวทางการพัฒนา 1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ประชาชนมีการคมนาคมขนส่งที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ได้ มาตรฐาน และครอบคลุม เชื่อมโยง เป็นโครงข่ายทุกพื้นที่ 2. เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ ที่จำเป็นอย่างเพียงพอ ทั่วถึง และได้มาตรฐาน 3. เพื่อให้ประชาชนมีน้ำสำหรับการอุปโภค บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ที่เพียงพอและทั่ว ถึง เป้าหมาย 1. จัดให้มีและปรับปรุงเส้นทางคมนาคมที่สะดวกทุกหมู่บ้าน 2. จัดให้มีการก่อสร้าง ปรับปรุง และบำรุงรักษา บริการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ สะพาน ท่อระบายน้ำภายในหมู่บ้าน แนวทางการพัฒนา 1. ก่อสร้าง ปรับปรุง และบำรุงรักษา ถนน สะพาน ทางเท้า ทางระบายน้ำและพัฒนาระบบการวางผังเมือง 2. พัฒนาระบบไฟฟ้าและระบบประปา 3. พัฒนาระบบชลประทาน และพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ 2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านส่งเสริมคุณภาพชีวิต วัตถุประสงค์ 1. เพื่อสร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และมีทรัพยากร มนุษย์ที่มีคุณภาพ 2. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคนอย่างถ้วนหน้าและเท่าเทียมกัน 3. เพื่อสร้างสรรค์ชุมชนให้น่าอยู่ ประชาชนมีสุขภาพอนามัยที่ดี ปลอดจากอบายมุก และมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 4. เพื่อรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่นมิให้สูญหาย พร้อมทั้งได้รับการสืบสานและพัฒนาตามยุคสมัยอย่างเหมาะสม เป้าหมาย 1. ประชาชนทุกหมู่บ้านมีโอกาสได้รับการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน 2. เด็ก สตรี คนชรา ผู้ด้อยโอกาสทุกกลุ่ม ได้รับสวัสดิการการสงเคราะห์ทุกคน 3. ประชาชนทุกหมู่บ้านมีสุขภาพอนามัยที่ดีไม่มีโรคติดต่อระบาด 4. สถาบันครอบครัวและสังคมมีความเข้มแข็งประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี แนวทางการพัฒนา 1. ส่งเสริมสนับสนุนและเพิ่มโอกาสในการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ 2. ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดสวัสดิการสังคม สำหรับกลุ่มผู้ด้วยโอกาส 3. ส่งเสริมสนับสนุนงานสาธารณสุข และเสริมสร้างสุขภาพอนามัยการออกกำลังกาย กีฬา และนันทนาการ 4. อนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม สืบสานจารีตประเพณี และภูมิปัญญา ท้องถิ่น 5. การจัดระเบียบชุมชน เสริมสร้างมาตรการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรักษาความสงบเรียบร้อย และสร้างความเข้มแข็งของชุมชน 3. ยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีอาชีพ และรายได้ที่มั่นคง 2. เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดระบบเศรษฐกิจพอเพียง และเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็งด้วยเกษตรอินทรีชีวภาพ เป้าหมาย 1. ประชาชนมีอาชีพและมีรายได้เพิ่มขึ้น 2. กลุ่มอาชีพมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งตนเองได้ 3. ราษฎรทุกหมู่บ้านมีน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ และทั่วถึงในฤดูแล้ง รวมทั้งมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรและเลี้ยงสัตว์อย่างเพียงพอ 4. พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางนิเวศวิทยา วัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจนวิถีชีวิต ของคนในชุมชน เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน แนวทางการพัฒนา 1. ส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาอาชีพ การลงทุน การพาณิชย์ การกระจายรายได้ การเกษตรอินทรีย์ชีวภาพ และการท่องเที่ยว 4. ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วัตถุประสงค์ 1. เพื่อฟื้นฟู ดูแลรักษาป่าไม้ ให้มีความอุดมสมบูรณ์ แบบยั่งยืน 2. เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งน้ำ 3. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ เป้าหมาย 1. ทรัพยากรธรรมชาติได้รับการฟื้นฟู ดูแลรักษา และพัฒนาที่ยั่งยืนโดยประชาชนมีส่วนร่วม 2. สิ่งแวดล้อมได้รับการจัดการอย่างถูกสุขลักษณะ มีประสิทธิภาพ และไม่เป็นมลพิษ แนวทางการพัฒนา 1. บริหารจัดการ อนุรักษ์ ฟื้นฟู และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5. ยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้การบริหารงานของ อบต. มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ประชาชนมีความพึงพอใจ 2. เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็วและท่าเทียมกันภายใต้แนวทางการบริหารจัดการที่ดี 3. เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น เป้าหมาย 1. การให้บริการสาธารณะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ประชาชนเกิดความพึงพอใจ 2. บุคลากรในองค์กรมีคุณภาพและมีความสมัครใจในการทำงาน 3. ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตนเอง 4. ประชาชนมีความเข้าใจในหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วม แนวทางการพัฒนา 1. เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ และการให้บริการ

insert_drive_file ข้อมูลหน่วยงาน
1.สภาพทั่วไป
องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอก อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอก ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดและกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอกเป็นผู้บริหารสูงสุด มีภารกิจ อำนาจหน้าที่ภายใต้ระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับและมติ ครม.ที่เกี่ยวข้อง มีวิสัยทัศน์ คือ “องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอกเป็นเมืองน่าอยู่ ด้วยการบริหารจัดการที่ดี มีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม โดยชุมชนมีความเข้มแข็ง ครอบครัวมีความอบอุ่นและสงบสุข” 1.1 ที่ตั้ง ตำบลหนองพอกแบ่งการปกครองออกเป็น 14 หมู่บ้าน อยู่ในเขตเทศบาล 4 หมู่บ้าน อยู่ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอก 11 หมู่บ้าน ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอกตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสาธารณะประโยชน์โคกหนองเดิ่น ห่างจากอำเภอหนองพอกประมาณ 1 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดร้อยเอ็ด 75 กิโลเมตร ห่างจากกรุงเทพมหานคร 580 กิโลเมตร 1.2 ขนาดของพื้นที่ เนื้อที่ในเขตรับผิดชอบขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอกมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 63 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 39,376 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อกับหน่วยการปกครองอื่นๆ ดังนี้ คือ ทิศเหนือ ติดกับตำบลภูเขาทอง อำเภอหนองพอก ทิศใต้ ติดกับตำบลรอบเมืองและตำบลกกโพธิ์ อำเภอหนองพอก ทิศตะวันออก ติดกับตำบลบึงงาม อำเภอหนองพอก ทิศตะวันตก ติดกับตำบลกกโพธิ์ อำเภอหนองพอก สภาพภูมิอากาศ อยู่ในประเภทฝนเมืองร้อน ได้รับอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ฝนตกชุกในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน อากาศร้อนและแห้งแล้งในเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน มี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคม ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์

2.เขตการปกครอง
2.1 องค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอก ประกอบด้วยหมู่บ้านจำนวน 11 หมู่บ้าน ดังนี้ 1. จำนวนหมู่บ้านที่มีพื้นที่เต็มทั้งหมู่บ้าน 10 หมู่ ได้แก่ หมู่ที่ 3 บ้านปลาโด, หมู่ที่ 4 บ้านฉวะ, หมู่ที่ 5 บ้านฉวะ, หมู่ที่ 6 บ้านโคกเลาะ, หมู่ที่ 7 บ้านโคกนาคำ, หมู่ที่ 9 บ้านปลาโด, หมู่ที่ 10 บ้านฉวะ, หมู่ที่ 12 บ้านโคกสว่างอารมณ์, หมู่ที่ 13 บ้านสันติสุขพัฒนา และหมู่ที่ 14 บ้านศรีทุ่งเจริญ 2. จำนวนหมู่บ้านที่มีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตเทศบาล ได้แก่ หมู่ที่ 8 บ้านหนองพอก พื้นที่ที่อยู่ในเขต อบต.หนองพอก เรียกว่า หมู่ที่ 8 บ้านหนองพอก (บ้านบุ่งหมากฟัก) 2.2 ประชากร ประชากรในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอกมีประชากรทั้งสิ้น 6,514 คน แยกเป็นชาย 3,275 คน หญิง 3,239 คน มีความหนาแน่นเฉลี่ย 103.39 คน/ตารางกิโลเมตร ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ จำแนกประชากรเป็นรายหมู่บ้าน ดังนี้ ตารางที่ 1 แสดงจำนวนประชากรและจำนวนครัวเรือน หมู่ที่ ชื่อหมู่บ้าน จำนวนประชากร จำนวนครัวเรือน ชาย หญิง รวม 3 ปลาโด 257 265 522 142 4 ฉวะ 308 315 623 164 5 ฉวะ 320 303 623 134 6 โคกเลาะ 348 328 676 139 7 โคกนาคำ 240 241 481 122 8 หนองพอก (บุ่งหมากฟัก) 278 203 481 51 9 ปลาโด 396 422 818 225 10 ฉวะ 274 316 590 146 12 โคกสว่างอารมณ์ 343 334 677 177 13 สันติสุขพัฒนา 332 333 665 141 14 ศรีทุ่งเจริญ 179 179 358 82 รวมทั้งสิ้น 3,235 3,275 3,239 6,514 ข้อมูล : สำนักบริหารการทะเบียน อำเภอหนองพอก ณ 8 มิถุนายน 2559 ตารางที่ 2 แสดงจำนวนประชากรแยกตามเกณฑ์อายุ แยกตามเกณฑ์อายุ ชาย หญิง รวม เป็นบุคคลที่ทำบัตรประจำตัวประชาชน 39 39 78 เป็นบุคคลที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง อายุ 15 ปี 2,474 2,509 4,983 เป็นบุคคลที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง อายุ 18 ปี 2,316 2,369 4,685 เป็นบุคคลที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง อายุ 20 ปี 2,203 2,285 4,488 เป็นบุคคลที่ต้องขึ้นทะเบียนทหาร 60 0 60 เป็นบุคคลที่ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหาร 40 0 40 ข้อมูล : สำนักบริหารการทะเบียน อำเภอหนองพอก ณ 8 มิถุนายน 2559

3.สภาพเศรษฐกิจ
3.1 อาชีพ ประชากรในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมอาชีพหลักคือ การทำนา รองลงมาทำไร่ พืชไร่ที่เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ อ้อย มันสำปะหลัง ถั่วลิสง ยูคาลิปตัส พืชเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นรายได้ให้แก่ชุมชนในอนาคตอย่างหนึ่งคือ ยางพารา ซึ่งมีประชาชนในพื้นที่ตำบลปลูกกันเป็นจำนวนมาก รวมเป็นพื้นที่ ประมาณ 427 ไร่ นอกจากนี้เกษตรกรมีการทำสวน เช่น สวนมะม่วง กล้วยน้ำว้า ตลอดจนไม้ยืนต้นอื่น ๆ และมีการทำการเกษตรแบบยังชีพภายในครอบครัว พื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่อาศัยน้ำฝน ประชากรประกอบอาชีพทำนา ร้อยละ 75 ทำไร่ ทำสวน ร้อยละ 20 อาชีพค้าขาย ร้อยละ 2 และอาชีพอื่น ๆ ร้อยละ 3 3.2 หน่วยธุรกิจในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอก - โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก(โรงน้ำแข็ง) 1 แห่ง - รีสอร์ท/ที่พักค้างคืน 2 แห่ง 3.3 แรงงาน/รายได้ แรงงานที่ใช้ในภาคเกษตรในตำบลส่วนใหญ่ใช้แรงงานจากสมาชิกในครัวเรือนเป็นสำคัญหากแรงงานไม่เพียงพอจะทำการจ้างแรงงานที่มีอยู่ในตำบลเข้ามาช่วยในฤดูการผลิต เมื่อสิ้นสุดฤดูการผลิตแรงงานที่ว่างงานจากภาคเกษตรกรรมจะไปรับจ้างทำงานทั่วไปในจังหวัดใกล้เคียงและกรุงเทพมหานคร รายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่มีรายได้จากภาคการเกษตรเป็นหลัก โดยรายได้เฉลี่ยประมาณ 68,923 บาท / คน / ปี ตารางที่ 2 แสดงรายได้เฉลี่ยของประชากรในเขต อบต.หนองพอก ที่ หมู่ที่ ชื่อหมู่บ้าน รายได้เฉลี่ย บาท/คน/ปี เปรียบเทียบรายได้เฉลี่ย พ.ศ. 2556 - 2557 พ.ศ.2558 พ.ศ. 2559 เพิ่มขึ้น ลดลง 1 3 บ้านปลาโด 61,956 52,775 9,181 - 2 4 บ้านฉวะ 48,161 49,860 1,699 - 3 5 บ้านฉวะ 60,802 65,102 4,300 - 4 6 บ้านโคกเลาะ 65,639 70,365 4,726 - 5 7 บ้านโคกนาคำ 48,175 46,698 - 1,477 6 8 บ้านหนองพอก (บุ่งหมากฟัก) 95,614 76,146 - 19,468 7 9 บ้านปลาโด 48,936 55,254 6,318 - 8 10 บ้านฉวะ 52,653 49,610 - 3,043 9 12 บ้านโคกสว่างอารมณ์ 60,179 57,529 - 2,650 10 13 บ้านสันติสุขพัฒนา 34,896 37,316 2,447 - 11 14 บ้านศรีทุ่งเจริญ 65,053 59,343 - 5,710 รายได้เฉลี่ยทุกพื้นที่ 54,146 54,184 38 - ข้อมูล : จปฐ. ปี 2558, 2559 3.4 อุตสาหกรรม อุตสาหกรรมในตำบลหนองพอกเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตรเป็นหลัก ได้แก่ โรงสีข้าว นอกจากนี้ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ได้แก่ โรงงานน้ำแข็ง จำนวน 1 แห่ง ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 7 บ้านโคกนาคำ

4.สภาพทางสังคม
4.1 ข้อมูลด้านการศึกษา ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอกมีสถาบันการศึกษาระดับประถมศึกษา จำนวน 3 แห่ง และมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน 3 แห่ง ที่อ่านหนังสือประจำหมู่บ้าน 11 แห่ง ข้อมูลบุคลากรทางการศึกษา 1. โรงเรียนบ้านปลาโด มีครู/อาจารย์ จำนวน 9 คน อัตราส่วนครู : นักเรียน = 1 : 16.88 2. โรงเรียนศรีสวัสดิ์ มีครู/อาจารย์ จำนวน 10 คน อัตราส่วนครู : นักเรียน = 1 : 9.2 3. โรงเรียนบ้านโคกนาคำ มีครู/อาจารย์ จำนวน 9 คน อัตราส่วนครู : นักเรียน = 1 : 13.66 4. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดท่าแสงจันทร์ มีผู้ดูแลเด็ก จำนวน ๔ คน นักเรียน 35 คน แยกเป็น ชาย 20 คน หญิง 15 คน อัตราส่วนผู้ดูแลเด็ก : นักเรียน = 1 : 8.75 5. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโคกนาคำ มีผู้ดูแลเด็ก จำนวน 2 คน นักเรียน 30 คน แยกเป็น ชาย 12 คน หญิง 18 คน อัตราส่วนผู้ดูแลเด็ก : นักเรียน = 1 : 15.00 6. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านปลาโด มีผู้ดูแลเด็ก จำนวน 3 คน นักเรียน 35 คน แยกเป็น ชาย 17 คน หญิง 18 คน อัตราส่วนผู้ดูแลเด็ก : นักเรียน = 1 : 8.75 ข้อมูล : ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2559 ตารางที่ 3 แสดงจำนวนนักเรียนโรงเรียนบ้านปลาโด ระดับชั้น จำนวนนักเรียน (คน) จำนวนห้องเรียน ชาย หญิง รวม อนุบาล 1 13 10 23 1 อนุบาล 2 9 11 20 1 ประถมศึกษาปีที่ 1 11 10 21 1 ประถมศึกษาปีที่ 2 9 8 17 1 ประถมศึกษาปีที่ 3 8 11 19 1 ประถมศึกษาปีที่ 4 7 10 17 1 ประถมศึกษาปีที่ 5 8 9 17 1 ประถมศึกษาปีที่ 6 11 7 18 1 รวมทั้งสิ้น 76 76 152 8 ข้อมูล : ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2559 ตารางที่ 4 แสดงจำนวนนักเรียนโรงเรียนศรีสวัสดิ์ ระดับชั้น จำนวนนักเรียน (คน) จำนวนห้องเรียน ชาย หญิง รวม อนุบาล 1 8 12 20 1 อนุบาล 2 2 3 5 1 ประถมศึกษาปีที่ 1 9 4 13 1 ประถมศึกษาปีที่ 2 6 1 7 1 ประถมศึกษาปีที่ 3 7 5 12 1 ประถมศึกษาปีที่ 4 3 7 10 1 ประถมศึกษาปีที่ 5 7 5 12 1 ประถมศึกษาปีที่ 6 6 7 13 1 รวมทั้งสิ้น 48 44 92 8 ข้อมูล : ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2559 ตารางที่ 5 แสดงจำนวนนักเรียนโรงเรียนบ้านโคกนาคำ ระดับชั้น จำนวนนักเรียน (คน) จำนวนห้องเรียน ชาย หญิง รวม อนุบาล 1 11 5 16 1 อนุบาล 2 4 5 9 1 ประถมศึกษาปีที่ 1 4 8 12 1 ประถมศึกษาปีที่ 2 6 3 9 1 ประถมศึกษาปีที่ 3 11 11 22 1 ประถมศึกษาปีที่ 4 6 12 18 1 ประถมศึกษาปีที่ 5 11 12 23 1 ประถมศึกษาปีที่ 6 8 6 14 1 รวมทั้งสิ้น 61 62 123 8 ข้อมูล : ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2559 4.2 ข้อมูลด้านการศาสนา ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอกมีศาสนสถานทางพุทธศาสนา จำนวน 9 แห่ง สถานที่ให้บริการมีความทั่วถึงและเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนที่มาประกอบพิธีทางศาสนาในงานบุญ งานประเพณี และวันนักขัตฤกษ์ต่าง ๆ ของตำบล ดังนี้ (1) วัดปิยะวาสบำรุง ตั้งอยู่ หมู่ 3 บ้านปลาโด (2) วัดตูมทองวนาราม ตั้งอยู่ หมู่ 9 บ้านปลาโด (3) วัดทุ่งเจริญ ตั้งอยู่ หมู่ 7 บ้านโคกนาคำ (4) วัดป่าศิริมงคล ตั้งอยู่ หมู่ 12 บ้านโคกสว่างอารมณ์ (5) วัดท่าแสงจันทร์ ตั้งอยู่ หมู่ 6 บ้านโคกเลาะ (6) วัดศรีสวัสดิ์ ตั้งอยู่ หมู่ 5 บ้านฉวะ (7) วัดบูรพาสามัคคีธรรม ตั้งอยู่ หมู่ 10 บ้านฉวะ (8) วัดป่าดำรงค์ธรรม ตั้งอยู่ หมู่ 8 บ้านหนองพอก (บุ่งหมากฟัก) (9) วัดป่าโป่งช้าง ตั้งอยู่ หมู่ 13 บ้านสันติสุขพัฒนา 4.3 ข้อมูลด้านการสาธารณสุข มีสถานบริการด้านสาธารณสุข จำนวน 1 แห่ง คือ โรพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านฉวะ ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 บ้านฉวะ มีเจ้าหน้าที่ 3 คน คอยให้บริการแก่ประชาชนในเขตพื้นที่ หมู่ที่ 4, 5, 6, 8 และ 10 มีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ มีอาสาสมัครสาธารณสุข จำนวน 198 คน อัตราการมีและใช้ส้วมราดน้ำ ร้อยละ 100 การบริการด้านสาธารณสุขของตำบลหนองพอกนับว่าให้ความสะดวกแก่ประชาชนในหมู่บ้านต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ซึ่งนอกจากประชาชนจะรับบริการจากโรพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแล้วประชาชนยังสามารถไปรับบริการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอหนองพอกได้โดยสะดวกอีกด้วย 4.4 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สถานีตำรวจ .................. - ................... แห่ง สถานีดับเพลิง ................1................... แห่ง 4.5 ขนบธรรมเนียมประเพณี - บุญข้าวจี่ เดือน กุมภาพันธ์ - บุญมหาชาติ เดือน มีนาคม - งานสงกรานต์ เดือน เมษายน - บุญบั้งไฟ เดือน พฤษภาคม - ประเพณีเข้าพรรษา เดือน กรกฎาคม - ประเพณีออกพรรษา เดือน ตุลาคม - ประเพณีบุญมหากฐิน เดือน ตุลาคม – พฤศจิกายน

5.การบริการพื้นฐาน
5.1 การคมนาคม เส้นทางการคมนาคม แบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2316 ติดต่อกับอำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอ เลิงนกทา จังหวัดยโสธร 2. ถนนลาดยาง รพช. ผ่านหมู่ที่ 9 บ้านปลาโด เข้าเขตตำบลภูเขาทองไปยังอำเภอเมยวดี 3. ถนนลาดยาง กรมโยธาธิการ ผ่านหมู่ที่ 10 บ้านฉวะ 4. ถนนเชื่อมหมู่บ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นถนนคอนกรีตและลูกรัง การคมนาคมในเขตตำบลใช้เดินเท้า รถจักรยาน รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เป็นส่วนใหญ่ ส่วนการติดต่อกับชุมชนอื่นนอกเขตตำบลใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์มาสู่ถนนสายหลัก เพื่อต่อรถประจำทางไปยังอำเภอใกล้เคียง การขนส่งผลผลิตทางการเกษตร สินค้าเกษตรส่วนใหญ่จะใช้รถบรรทุกขนาดเล็กขนส่งผลผลิตจากแหล่งผลิตในหมู่บ้านมาส่งที่แหล่งรับซื้อในเขตอำเภอหนองพอกและอำเภอใกล้เคียง 5.2 การโทรคมนาคม - ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ..................... - ...................... แห่ง - สถานีโทรคมนาคมอื่น ๆ ...................... - ...................... แห่ง 5.3 การไฟฟ้า ในเขตตำบลหนองพอกมีไฟฟ้าเข้าถึงให้บริการภายในตำบลทุกหมู่บ้าน ทั้งตำบลมีไฟฟ้าใช้ร้อยละ 100

info ผลิตภัณฑ์ตำบล
กระเป่าผ้าไหม
รหัสสินค้า : 450901-B001 ประเภทผลิตภัณฑ์ : ผ้าและเครื่องแต่งกาย. กระเป่าผ้าไหม (รหัสโอทอป 450900945201) ขนาด : 0.00 X 0.00 X 0.00 เซนติเมตร น้ำหนัก :0.00 กรัม สินค้าจากจังหวัด : จังหวัดร้อยเอ็ด ระดับดาว : (ปี 2552) - บาท สถานที่จัดจำหน่าย กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์พื้นเมือง 222 หนองพอก หมู่ 1 ต.หนองพอก อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด 45210 ติดต่อ : นางปัญจาแก้ว แสน โทร : 08-9274-2322